ทำไมต้องติด UTM ให้กับแคมเปญ

ทำไม ลิงค์มาเว็บไซต์ หรือภายในเว็บไซต์ ต้องติด UTM ​?

ในบทความนี้ ผมจะพามาทำความรู้จัก UTM และความสามารถจริงๆ และทำอะไรได้บ้าง ส่งผลต่อเว็บไซต์อะไรเราไหม

ในหลายๆครั้งที่เป็นที่ปรึกษา กับลูกค้าหรือบอกกับทีมตัวเองว่า แล้วทำไมต้องติดล่ะ แค่ลิงค์ก็ได้นิ

ขอยกตัวอย่าง
: ทำไมเวลา โพสต์อะไรสักอย่างแล้วลิงค์เข้าเว็บไซต์ทำไมต้องมี กำกับสำหรับลิงค์ที่เข้าเว็บไซต์ มาดูการทำงาน กัน
UTM เป็น พารามิเตอร์นึงของ Google Analytics ที่จะทำให้เราสามารถตรวจสอบประสิทธิภาพแคมเปญได้อย่างดี ไม่ว่าจะผ่านช่องทางไหน หรือส่วนไหนที่ ทำให้ มีคนสนใจเข้าเว็บไซต์ของเรา หรือหน้า Landing Page ระบบก็จะนับแล้ว
ซึ่งหากต้องการดูแคมเปญของเรา จะไปแสดงที่ไหน สามารถไปที่ เมนูการกระทำ จากนั้นไปไปที่ เมนูแคมเปญ เราก็จะสามารถดู UTM ของเราได้แล้วว่ามาจากไหนอะไรยังไง

หากต้องการดูแคมเปญ ว่าไปโผล่ที่ไหน ให้ไปที่ การกระทำ › แคมเปญ › ทุกแคมเปญ

แล้ว UTM เก็บได้อะไรได้บ้าง

Source : แหล่งที่มา ซึ่งส่วนนี้จะเป็นส่วนแรกที่เราควรกำหนดช่องทาง

เช่น Facebook , Line , Email , Website , Instagram (ใช้ได้กับ Instagram Stories หรือ Instagram Ads) เป็นต้น เพื่อให้ระบบแยกให้ชัดซึ่ง หากมี 1 แคมเปญแต่ยิงหลายช่องทาง
ตรงนี้ก็ควรต้องเปลี่ยนเช่น
Source=Facebook
Source=Line
Source=Website (สำหรับ ภายในเช่นพวกแบรนเนอร์ หรือส่วนไหนที่ต้องการจะ ติดตามแคมเปญนั้นๆ)

 

Medium : เป็นส่วนที่สองที่ต้องกรอก ซึ่งส่วนนี้ส่วนใหญ่เราจะใส่เป็นประเภทสื่อว่ามีประเภทสื่ออะไรบ้าง ซึ่งอันนี้ก็แล้วแต่เราจะระบุได้เลย โดยเป็นการระบุที่เราสามรถเข้าใจได้ว่า คืออะไร นั่นเอง

ยกตัวอย่าง
CPC : แคมเปญนี้ประเภท Cost Per Click
Banner : แคมเปญนี้ใช้ประเภทสื่อ Banner
Hero : แคมเปญนี้ใช้ประเภทสื่อบริเวณ Hero ของ Page
BoardCast : แคมเปญนี้ใช้ใช้ประเภท BoardCast จาก LINE
หรือ อื่นๆ ซึ่งเราสามารถระบุได้เอง เพื่อเก็บข้อมูลว่าประเภทสื่อจะเป็นประเภทสื่อแบบไหน ซึ่งหากช่องทางเดียวกัน แต่มีประเภทสื่อหลากหลาย อันก็สามารถแก้ไขส่วนไหนนี้ได้เลยส่วนเดียวเท่านั้นเอง วิธีการ

UTM_Source=facebook&UTM_Medium=Banner แคมเปญนี้ได้รับการคลิกมาจากแบนเนอร์
UTM_Source=facebook&UTM_Medium=Button แคมเปญนี้ได้รับการคลิกจากปุ่ม

Name : อันนี้ก็คือตรงตัวเลยคือ แล้วแคมเปญนี้ชื่ออะไร
ส่วนนี้จะเป็นส่วนแรกที่เราพบเห็นเมื่อเข้ามาที่ เมนูแคมเปญ ที่อยู่ภายใต้เมนูการกระทำนั่นเอง ซึ่งส่วนนี้หากเป็น แคมเปญเดียวกัน ก็เปลี่ยนเฉพาะ Source (แหล่งที่มา) และ Medium (ประเภทสื่อ) ก็เพียงพอ เพราะชื่อแคมเปญจะส่งผลทำให้เรารู้

ยกตัวอย่างเช่น เราจะเล่นแคมเปญ ตรุษจีนที่จะถึงนี้
UTM_Source=facebook&UTM_Medium=Organic&UTM_Name=ChineseDay
UTM_Source=facebook&UTM_Medium=CPC&UTM_Name=ChineseDay
UTM_Source=line&UTM_Medium=boardcast&UTM_Name=ChineseDay
UTM_Source=line&UTM_Medium=Menu&UTM_Name=ChineseDay

สังเกตข้างบนจะเป็นแคมเปญเดียวกันคือ ChineseDay นั่นคือชื่อแคมเปญที่เราควรต้องยืดถือแต่ จะเน้นการเปลี่ยน เพียง Source และ Medium เท่านั้น

โดยหากมีการซื้อโฆษณาของ Google AdWords ในส่วนนี้ไม่จำเป็นต้องติด เพราะ Google ทำมาให้เราแล้ว นอกซะจากเราจะมี พารามิเตอร์อื่นๆ ในการเก็บค่าซึ่งสามารถตั้งค่าหน้าปลายทาง ซึ่ง Google จะมีให้กรอกในส่วนนั้นเพิ่มเติม

สำหรับวิธีการทำง่ายๆ โดยสามารถทำได้ง่ายๆ ผ่าน Facebook
ที่ลิงค์นี้ ›› เริ่มทำUTM

ยกตัวอย่างแบบนี้ สมมติว่า ต้องการให้เข้าหน้าเว็บไซต์ tapanpon.com/chineseday

ลิงค์ยาวๆ ที่ได้คือ tapanpon.com/chineseday?utm_source=facebook&utm_medium=post&utm_campaign=chineseday นั้นเอง

โดยในเบื้องต้น UTM จะทำให้ลิงค์ของเรานั้นยาวมากๆ วิธีการแก้ไขให้สั้นง่ายๆ คือ ทำ Bitly ให้เข้าไปที่ https://bit.ly/ เพื่อดำเนินการลิงค์สั้น แนะนำให้ Login เข้าสู่ระบบ เพื่อ Tracking การคลิกได้อีกด้วย และพร้อมทั้งเรายังสามารถทำลิงค์สั้นขึ้นอีกด้วย  วิธีการง่ายๆ เมื่อได้ tapanpon.com/chineseday?utm_source=facebook&utm_medium=post&utm_campaign=chineseday 

และจะทำให้ลิงค์สั้นขึ้นดังนี้

ไปที่ https://bit.ly/ และกด Create และวางลิงค์ได้เลย

เราสามารถแก้ไข Title เพื่อแจ้งให้เราทราบเองได้ว่า ลิงค์นี้สำหรับอะไร

และเมื่อต้องการ ปรับเปลี่ยนชื่อ URL ให้ดูคล้องจองมากยิ่งขึ้นไปให้ที่ Customize Back-half

สังเกตว่าชื่อ เปลี่ยนไป และจากนั้นเราก็สามารถ SAVE และนำไปใช้ได้เลย

 

บทความจาก ผู้ก่อตั้ง nConnect : tapanapon.com 

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest